DBHO ปริศนานักสืบสยอง (ตอนที่1)
posted on 08 Jun 2010 10:06 by complicated in Novel
ลูกบาสเกตบอลหลายลูกกลิ้งไปมาอยู่บนพื้นสนามของโรงยิมที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อไม่นานนัก ฟ้ารีบวิ่งตามลูกบาสเหล่านั้นไป เสียงรองเท้ากีฬาเสียดสีกับพื้นโรงยิมดังเอี๊ยดอ๊าดก้องไปทั่วบริเวณที่มืดสลัวเพราะเป็นยามเย็นหลังเลิกเรียนมาได้หลายชั่วโมงแล้ว อีกทั้งสมาชิกชมรมบาสทุกคนก็กลับบ้านไปหมดหลังจากฝึกซ้อมเสร็จ ที่นี่จึงเหลือเธออยู่เพียงคนเดียว “อย่ากลิ้งไปไกลนักซี่” เด็กสาวเผลอพูดกับตัวเองเพื่อทำลายความเงียบงัน แสงสลัวยามเย็นส่องลอดเข้ามาจากทางหน้าต่างเป็นสีส้มจางๆ ในที่สุดเธอก็ตามลูกบาสลูกนั้นได้ทัน “จับได้สักที” ฟ้าถอนหายใจพลางหลับตาพริ้ม สัมผัสคุ้นมือของลูกบาสถ่ายทอดผ่านฝ่ามือเธอ เป็นสัมผัสที่เธอปรารถนามานาน หลังจากยืนลังเลอยู่สักพัก และเหลียวมองไปรอบๆครู่หนึ่ง ก็เดินไปตั้งท่าชูตลูกนอกเส้นสามคะแนน สูดหายใจเข้าลึกๆ รวบรวมสมาธิ ก่อนจะยืดตัวเล็กน้อย ขยับข้อมือเป็นจังหวะเพื่อส่งลูกออกไปกลางอากาศ ...ลงห่วงทีเถอะ ...ลงห่วงที เด็กสาวภาวนาในใจ คำภาวนาไร้ผล ลูกบาสกระเด้งกับขอบห่วงและกระเด้งออกมาตกลงบนพื้น ฝีมือยังไม่ถึงตามเคย ...หล่อนผิดหวังจนคอตก ฟ้าเป็นเด็กม.4ที่เพิ่งเข้าชมรมบาสเก็ตบอล เธอจึงยังไม่ใช่ตัวจริงในทีม แต่กลายเป็นสารพัดเบ๊ที่คอยเก็บอุปกรณ์หลังจากพวกรุ่นพี่ซ้อมเสร็จ ซึ่งเป็นงานที่น่าเบื่อสิ้นดี…แต่ก็จำใจต้องทำ และต้องเตรียมซ่อมหนักกับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับเขตที่กำลังจะมาถึง ถึงจะไม่ได้ลงแข่งจริง อย่างน้อยแค่ได้มองอยู่ข้างสนามก็เป็นความสุขแล้ว เสียงลูกบาสถูกเดาะไปมาบนพื้น เสียงเอี๊ยดอ๊าดจากรองเท้ากีฬาเสียดสีกับพื้นสนามเป็นจังหวะเร้าใจ ยิ่งเกมดุเดือดขึ้นเท่าไหร่ เสียงเสียดสีเหล่านั้นก็ยิ่งดังรัวและวุ่นวายสับสนมากขึ้นเท่านั้น ดุจเสียงนั้นเป็นจังหวะชีพจรของเกมและผู้เล่นที่อยู่ในสนาม อาจรวมถึงผู้ชมที่นั่งอยู่บนสแตนด์ด้วยซ้ำ และนี่แหละคือเสน่ห์ของบาสเกตบอล เด็กสาวยืนอยู่ในโรงยิมคนเดียวเพื่อปลาบปลื้มกับกีฬาที่เธอรัก ยามเย็นแบบนี้ปกติมักจะไม่มีคนอื่นขึ้นมาที่โรงยิมอีกนอกจากเธอ อาจกล่าวได้ว่าตอนนี้มีเพียงเธอคนเดียวอยู่ในโรงยิมแห่งนี้ก็คงจะไม่ผิดนัก “เก็บของๆ” เธอตะโกนปลุกใจตัวเองทำลายความเงียบภายในห้องที่เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ฟ้าเดินผ่านสนามไปยังห้องเก็บของที่อยู่ด้านในสุดของโรงยิม แม้จะไม่ได้วิ่ง แต่เสียงรองเท้าเสียดสีกับพื้นผิวโรงยิมก็ยังดังเอี๊ยดอ๊าดอยู่ดี เธอเปิดประตูห้องเก็บของเข้าไป และพบว่าภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงสีส้มยามเย็นเท่านั้นที่ส่องสว่างผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามาเผยให้เห็นห้องเล็กๆแคบๆที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์กีฬาวางอย่างไม่เป็นระเบียบมากนัก เด็กสาวโยนลูกบาสเก็ตบอลลงไปในรถเข็นที่เปิดฝาครอบด้านบนออกแล้ว ลูกบาสจำนวนมากกองอยู่ในนั้น จบหน้าที่เด็กเก็บบอลแล้ว... หล่อนคิดในใจพลางยิ้มเศร้าและเริ่มเก็บของรอบห้อง ขณะกำลังเก็บอุปกรณ์บาสเก็ตบอลของชมรมในห้องเก็บของนั่นเอง อยู่ดีๆเธอก็ได้ยินเสียงดังสนั่นมาจากประตูห้องเก็บของที่อยู่ด้านหลัง... ฟ้าสะดุ้งรีบหันไปมองทางต้นเสียงทันที เธอเห็นเงาสีดำของใครบางคนที่โผล่ออกมาจากอีกด้านของประตู ทั้งที่ปกติแล้วเวลานี้ไม่น่าจะมีคนอื่นขึ้นมาที่นี่อีก เด็กสาวกระพริบตา ไม่มั่นใจนักว่าเธอตาฝาดไปเองหรือเปล่า แต่มีอะไรบางอย่างอยู่นอกห้องและมองลอดผ่านรอยแง้มประตูเข้ามาในห้องนี้ต้องตรงมายังเธอจริงๆ... แม้จะแค่แวบเดียวก็ตาม ทันทีที่ฟ้ากระพริบตา เงาดำนั้นก็หายไป หลังจากนั้นเธอก็ไม่เห็นเงามืดนั้นอีก ตะกี๊นี้... ใครกัน? เธอสงสัยว่ามีใครบางคนอยู่อีกฝั่งของประตูหรือไม่ มองจากมุมนี้ยากที่จะเห็นว่ามีอะไรอยู่นอกห้องบ้าง ถึงจะสามารถจับความเคลื่อนไหวของบางสิ่งที่อยู่ด้านหลังบานประตูได้ก็ตามที ฟ้าค่อยๆก้าวเดินไปที่บานประตูเลื่อน ตั้งใจจะมองดูนอกห้องให้รู้แจ้ง ...แต่แล้วอยู่ดีๆประตูก็เลื่อนปิดลงกะทันหัน “กรี๊ด” เธออุทานออกมาด้วยเสียงที่ไม่ดังมากนัก พลางถอยหลังกลับก้าวหนึ่ง ก่อนจะยืนนิ่งราวกับถูกแช่แข็งพลางเบิกตาโพลงจ้องมองไปยังบานประตูที่ถูกอะไรบางอย่างเลื่อนปิดสนิท... หลังจากหวาดระแวงอยู่สักพัก เด็กสาวก็พยายามตั้งสติและบอกตัวเองว่าอาจจะเป็นใครบางคนที่ขึ้นมาเช็คความเรียบร้อยของโรงยิมและเห็นประตูห้องเก็บของเปิดอยู่จึงปิดให้เรียบร้อยโดยไม่ได้สังเกตว่ายังมีคนอยู่ในห้องนี้ ...แย่จัง ...หัดเช็คดูก่อนสิว่ามีคนอยู่ข้างในรึเปล่า ฟ้าถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย พลางเดินโซเซไปเปิดประตูห้อง หลังจากลองจับบานเลื่อนประตูไปได้สักพัก เธอก็หน้าซีดลงเรื่อยๆ เปิดประตูไม่ได้... หรือว่า ...คนที่ปิดประตูเมื่อครู่นี้ จะล็อกประตูไปแล้ว!? ทำไงดี อย่าบอกนะว่าออกจากที่นี่ไม่ได้แล้วคืนนี้เราต้องค้างที่นี่รอจนกว่าจะมีคนมาเปิดประตูน่ะ? เธอคิดในใจด้วยความหวาดกลัว พลางเขย่าประตู พร้อมทั้งส่งเสียงตะโกน “ใครก็ได้ ช่วยเปิดประตูที” เผื่อว่าใครอีกคนที่ปิดประตูเมื่อครู่จะยังไม่ไปไหนไกลมากนัก และได้ยินเสียงของเธอ จะได้กลับมาเปิดประตูห้องเก็บของได้ ทว่าในวินาทีถัดมา เด็กสาวกลับฉุกใจคิดถึงเรื่องอะไรบางอย่างออก และสิ่งที่คิดได้นั้นทำให้เธอต้องหวาดกลัวจนตัวสั่น ก่อนที่บานประตูห้องเก็บของจะถูกปิด ...เธอไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครอีกคนที่เดินเข้ามาในโรงยิมเลย พื้นโรงยิมนั้นขัดเงามันวับและลื่นมาก ต่อให้พยายามเดินย่องขนาดไหนก็ต้องมีเสียงรองเท้าเสียดสีกับพื้นดังเอี๊ยดอ๊าดลอยมาให้ได้ยินบ้าง ขนาดเมื่อครู่เธอไม่ได้วิ่งอะไรก็ยังมีเสียงเสียดสีเกิดขึ้นเลย อีกอย่าง ห้องเก็บของนี้อยู่ด้านในสุดของโรงยิม ไม่มีทางที่คนนอกจะเข้ามาถึงที่นี่โดยไม่เดินผ่านสนามแล้วไม่เกิดเสียงใดๆ นอกจากว่า ...สิ่งนั้นจะไม่ใช่คน เด็กสาวแทบจะร้องไห้ออกมา แต่ไหนแต่ไรเธอเป็นคนขวัญอ่อนมากอยู่แล้ว หวาดกลัวแม้กระทั่งหนังสยองขวัญแย่ๆ แม้แต่ก่อนเข้าห้องเก็บของเธอก็ยังกลัวความมืดจนต้องพยายามพูดกับตัวเองบ่อยครั้ง ...ไม่หรอก ที่ไม่มีเสียงเดินคงเป็นเพราะว่าอีกฝ่ายใส่ถุงเท้าหรือเดินเท้าเปล่าก็ได้... ฟ้าพยายามคิดปลอบใจตนเอง แม้มันอาจฟังไม่ดูสมเหตุสมผลที่จะมีใครบางคนลงทุนถอดรองเท้าเพื่อเข้ามาปิดประตู นอกจากว่าคนๆนั้นจะมีจุดประสงค์ร้าย จึงได้ทำอะไรลับๆล่อๆแบบนั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งใจคอไม่ดีจนไม่อยากจะจินตนาการต่อ แม้จะพยายามไม่คิดไปในแง่ร้าย แต่เสียงฝีเท้าแผ่วเบาก็ดังขึ้นนอกห้องอย่างได้จังหวะพอดิบพอดีราวกับมีบางสิ่งต้องการตอกย้ำความกลัวในจิตใจของเธอให้พุ่งสูงขึ้นจนถึงขีดสุด ทั้งที่เมื่อครู่นี้ไม่มีเสียงใดๆ แต่ตอนนี้กลับได้ยินเสียงฝีเท้าของบางสิ่งเดินอยู่นอกประตู แม้จะแผ่วเบามากจนได้ยินไม่ชัดว่าเป็นเสียงในลักษณะใด แต่เมื่อครู่นี้มีบางสิ่งเดินผ่านหน้าประตูห้องเก็บของอีกด้านไปไม่ผิดแน่!! ถึงจะรู้ว่ามีอะไรบางอย่างเดินอยู่นอกห้อง แต่เพราะรู้สึกหวาดกลัวต่อตัวตนของสิ่งนั้น เธอจึงไม่กล้าตะโกนขอให้อีกฝ่ายเปิดประตูให้ ทว่ากลับหวาดกลัวมากจนรู้สึกได้ว่าตัวตนของตนเองกำลังหดลีบลงทุกขณะ ยิ่งเวลาผ่านไปจิตใจก็ยิ่งเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ฟ้าหันมองไปรอบห้องเก็บของที่เงียบจนน่าขนลุก แสงอาทิตย์ยามเย็นจากภายนอกเป็นสีส้มส่องลอดเข้ามาทางตาข่ายบนผนังติดกับหลังคา ทำให้ห้องนี้ไม่ถึงกับมืดสลัว แต่ถูกฉาบด้วยแสงสีส้มอ่อนพาดเฉียงตัดผ่านความมืดลงมา เด็กสาวมองไล่ไปตามเส้นแบ่งระหว่างความสว่างกับความมืดไปเรื่อยๆ แสงอาทิตย์นั่นส่องกระทบมาที่อะไรบางอย่างสีดำที่ห้อยอยู่กลางห้อง... สิ่งนั้นแกว่งไกวไปมาส่งเสียงประหลาด เธอเพ่งตามองไปที่สิ่งนั้นจนสายตาเริ่มคุ้นชินกับความมืด ...อะไรน่ะ? เธอยังมองเห็นสิ่งนั้นได้ไม่ชัดนัก จึงเดินเข้าไปใกล้ สิ่งที่แขวนอยู่กลางห้องยังคงแกว่งไปมาช้าๆ ...ดุจมีชีวิต ในที่สุด เธอก็เริ่มเห็นสิ่งนั้นชัดขึ้น “ว้าย!!” เธอกรีดร้องออกมาทันทีที่เห็นสิ่งนั้นอย่างชัดเจน และล้มทรุดลงกับพื้นห้องเก็บของ สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาของเธอท่ามกลางความมืดก็คือ....ร่างของสตรีคนหนึ่งแขวนคอตายที่เพดานกลางห้อง... ผมยาวดำขลับห้อยสยายลงมาปิดบังใบหน้า เธอสวมเสื้อแขนยาวสีดำสนิทกับกระโปรงยาวถึงข้อเท้าและรองเท้าส้นสูงสีเดียวกัน... ดูตัดกันกับสีผิวขาวซีดผิดปกติของคนตาย แสงอาทิตย์ยามเย็นสีส้มส่องตรงมาที่ร่างของเธอทำให้เกิดภาพสีที่ดูแล้วแปลกประหลาดจนน่าขนลุก ราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์สยองขวัญเกรดบีที่ปรับค่าสีตอนถ่ายภาพผิดเพี้ยนไป ที่สำคัญคือ ร่างของเธอยังแกว่งไปมาเล็กน้อย ราวกับว่าเธอเพิ่งจะผูกคอตายไม่นานนี้เอง.... ฟ้าไม่ได้มองที่ด้านล่างว่ามีเก้าอี้หรืออะไรที่ผู้ตายใช้เหยียบก่อนจะผูกคอตายหรือไม่ เพราะไม่มีสติพอจะทำเช่นนั้น เธอวิ่งตรงไปที่ประตูแต่กลับเปิดมันไม่ออกง่ายๆ ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา... “ฮือ... เปิดสิ ฮือๆ” เด็กสาวทุบและเขย่าประตูเลื่อนอย่างรุนแรง ประสาทสัมผัสด้านหลังของเธอยังสามารถรับรู้ได้ว่า ร่างของหญิงสาวในชุดดำยังคงแกว่งไกวไปมา... หากแต่เธอผู้นั้นคงไร้ลมหายใจแล้ว ไม่สิ... เธอตายมานานมากแล้วด้วยซ้ำ... “เปิดสิ ขอร้องล่ะ!!” ฟ้าตะโกนทุบประตูรัวจนประตูเปิดผางออกในที่สุด เธอรีบวิ่งออกจากห้องเก็บของโดยไม่หันกลับไปมอง ร่างของหญิงสาวชุดดำยังคงแกว่งไกวอย่างเชื่องช้าต่อไป... _____________________ วันต่อมา “นี่ๆ เธอดูโฆษณาครีมล้างหน้าที่เตยเล่นได้มั้ย” ฝ้ายถามเพื่อนสาวทันทีที่เดินเข้ามาในห้องเรียน “ดูๆ ทำไมเหรอ?” ดวงตาเพื่อนของฝ้ายถามด้วยความสงสัย “เตยไปเล่นโฆษณานั้นได้ไงเนี่ย ไม่เห็นน่ารักเลย มาพูดในโฆษณาอีกนะว่า ‘เตยมีงานยุ่งมากในแต่ละวัน หน้าเตยเลยหมองคล้ำ’ ฉันไม่เห็นว่ายัยนั่นจะเป็นดาราดังตรงไหนเลย เห็นแล้วหงุดหงิด” กอล์ฟ เด็กหนุ่มผิวขาวตาตี่ใส่แว่นผมฟูกำลังนั่งอยู่ริมห้องชายตามองฝ้ายซึ่งกำลังวิจารณ์ดาราสาวที่เขาชื่นชอบแบบสาดเสียเทเสีย ก่อนจะเบ้หน้าด้วยความรู้สึกหงุดหงิด เตยเป็นดาราสาววัยรุ่นสุดน่ารักขวัญใจมหาชนชายไทย แม้ผลงานละครจะมีไม่มากแต่เธอก็ดังระเบิด อีกทั้งยังนิสัยดี ไม่ถือตัว (อย่างน้อยก็ด้วยภาพลักษณ์ที่แสดงให้เห็น) เขาจึงไม่ค่อยพอใจที่มีคนมาวิจารณ์เธอแบบไร้เหตุผลเช่นนี้ “เตยก็สวยได้เพราะแต่งหน้าแหละ ลองไม่แต่งหน้าดูสิ เผลอๆฉันจะสวยกว่าด้วย” พูดได้ไม่เจียมกะลาหัวเลย... ดวงตาส่ายศีรษะอย่างเอือมระอา แต่ไม่กล้าเอ่ยปากค้านเพื่อนสาว ฝ้ายยังคงพูดต่อไปในประเด็นที่ว่าเตยไม่สวยแถมยังพยายามพูดเหมือนตัวเองเป็นดาราดังทั้งที่ไม่ค่อยมีผลงาน เอาละ มาลองเปรียบเทียบเตย เด็กสาวหน้าตาดีคนนั้น กับฝ้าย เด็กสาวปากดีคนนี้กันดีกว่า พิจารณาที่หน้าตาเป็นประการแรก แม้ดวงตาจะไม่ใช่คนหน้าตาดีมาก แต่เธอก็ไม่เคยเลือกคบเพื่อนที่หน้าตา ถ้าหน้าตาดีนิสัยแย่ก็ไม่ไหว กลับกัน ถ้าหน้าตาแย่แต่นิสัยดียังคุยกันได้ เพราะเธอเองก็ไม่ใช่คนสวย แต่ถ้ามีคนหน้าตาดีนิสัยดีหมดเลยก็เพอร์เฟกต์ น่าคบหาสมาคมด้วยเหลือเกิน โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นเพศตรงข้ามละก็เผื่อฟลุคจะได้จับแต่งงานได้ด้วยเลย ทว่าบนโลกใบนี้ก็มีคนบางคนที่หน้าตาไม่ดีและไม่พยายามทำตัวให้น่าคบ คนพวกนี้น่าโดนถีบยอดหน้าให้กลิ้งลงปล่องภูเขาไฟฟูจิไปพร้อมคนหน้าตาดีแต่นิสัยแย่เป็นอย่างยิ่ง ขอให้แม็กม่าหลอมละลายพวกคนเหล่านี้ให้ไม่ต้องได้ผุดได้เกิดกันอีกเลย สรุปก็คือ ไม่เกี่ยวกับหน้าตา แค่นิสัยไม่ดี ต่อให้หล่อดุจเทพบุตรหรืองามราวนางฟ้าลงมาจุติก็ไม่น่าคบอยู่ดี มาดูที่ฝ้ายผู้มั่นใจในตัวเองกันบ้าง เธอวิจารณ์หน้าตาดาราสาวว่าถ้าไม่แต่งหน้าก็อาจสวยน้อยกว่าเธอด้วยซ้ำ หากพูดกันตามจริงโดยไม่เกรงใจเพื่อน ความสวยของเด็กสาวยังคงห่างจากเตยอีกไกล เทียบเป็นระยะทางก็ได้ราวสามล้านปีแสง นั่งรอให้ดาวหางฮัลเลย์โคจรมาที่โลกยังเร็วกว่ารอให้เพื่อนเธอคนนี้เข้าวงการบันเทิงด้วยซ้ำ แต่ถ้าวงการพระเครื่องก็อาจยังพอมีลุ้นอยู่บ้างนะ... การที่เธอพยายามพูดว่า ตัวเองน่าจะไปโฆษณาแทนเตยซึ่งไม่มีผลงานแต่พูดราวกับงานยุ่งมากเหลือเกินนั้นก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เพราะคำพูดของเธอคงไม่มีใครเชื่อมากกว่าคำพูดของดาราสาวเสียอีก ฟังดูโหดร้ายมากไปแต่มันก็คือความจริง มนุษย์ทุกคนบนโลกคงแปลกใจว่าฝ้ายงานยุ่งเพราะอะไร นอกจากจะกินและนอน ดูหนัง อ่านการ์ตูน ฟังเพลง เล่นอินเตอร์เน็ต ก็คงไม่มีอะไรอื่นที่น่าสนใจมากไปกว่านี้ ที่เป็นกิจกรรมพิเศษสุดสำหรับเธออย่างมากก็ได้แค่พาหมาที่บ้านไปตัดขน ซึ่งมันก็ไม่ได้ฟังดูดีมากนัก ดังนั้นเลิกวิจารณ์คนอื่นแล้วทำตัวดีๆละก็จะน่ารักขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยจ๊ะ ถ้าเตยทำงานจนหน้าหมองคล้ำ ฝ้ายก็นอนมากไปจนหน้าหมองคล้ำ ประมาณนั้นแหละ ดวงตาเคยมีเพื่อนสาวชื่อมิ๊ม แม้เพื่อนของเธอจะไม่ใช่คนหน้าตาดี แต่ก็จัดอยู่ในข่ายคนที่นิสัยดี วางตัวดี แม้จะขี้อาย แต่นั่นกลับกลายเป็นสเน่ห์ของเธอ ทำให้มีผู้ชายหลายคนอยากทนุถนอมกอดเธอเอาไว้ในอ้อมแขน ซึ่งแน่นอนว่าอีกฝ่ายคงไม่ยอมให้กอดได้ง่ายๆแน่ ก็เล่นเรียบร้อยซะขนาดนั้น ไม่ใช่คนแกล้งเฟคทำตัวเรียบร้อยเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของตัวเอง สรุปก็คือเสน่ห์ของคนบางทีก็ไม่ได้อยู่ที่หน้าตา แม้คำพูดนี้จะเป็นข้ออ้างของคนบางคนที่ใช้ปฏิเสธผู้ชายที่มาจีบว่า “ฉันไม่ใช่ไม่ชอบเธอเพราะเธอไม่หล่อ เพราะคนเราดูกันที่นิสัยมากกว่า” แต่สัปดาห์ถัดมาก็ไปควงนักเรียนแลกเปลี่ยนรูปหล่อพ่อรวยจากเกาหลีอย่างหน้าตาเฉย ในขณะที่พวกผู้ชายนั้นส่วนมากไม่เคยคิดจะจีบหรือชายตามองผู้หญิงที่หน้าตาไม่ดีด้วยซ้ำ น่าจับคนพวกนี้มัดแล้วยัดขึ้นกระสวยอวกาศของนาซ่าไปปล่อยที่ดาวนาแม็กโดยไม่ใส่ชุดอวกาศซะให้เข็ด เอ่อ... บางทีคนพวกนั้นไม่ทันเข็ดก็อาจตายก่อนเพราะขาดอากาศหายใจหรือไม่ก็ถูกเอเลี่ยนจับไปทดลองเสียก่อน แต่มิ๊มไม่ใช่คนแบบนั้น นั่นทำให้ดวงตาคิดว่าเพื่อนคนนี้มีเสน่ห์มากกว่าคนสวยๆหลายคนในห้องที่เชิดหยิ่งเกินเหตุเสียอีก คนพรรค์นั้นมักชอบเชิดหน้าเพราะมั่นในความสวย ไม่รู้จะเชิดหน้าไปทำไม เมื่อคืนนอกตกหมอนคอเคล็ดรึไงถึงได้ตั้งหน้าให้มันตรงๆแบบชาวบ้านเค้าไม่เป็น แล้วไอ้สันดานเสียที่ชอบหลอกใช้คนที่มาชอบนั้นไม่รู้ไปได้รับการสั่งสอนมาจากใคร หัดเอาอย่างคนสวยๆที่มีมารยาททั่วประเทศดูบ้าง หวังว่าคงยังมีสมองพอจะเรียนรู้การวางตัวให้เป็นคนดีนะ ขณะที่ดวงตากำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย มิ๊มก็เดินเข้าในห้องพอดี “อ้าว มิ๊ม ดีๆ” ดวงตาโบกมือทักทายเพื่อนที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก “ดีจ้ะ” เด็กสาวตอบกลับมาพลางยิ้มเจื่อน ดวงตารู้สึกเป็นห่วงจึงถามว่า “เป็นไรไปเนี่ย ไม่สบายเหรอ?” เด็กสาวเรียบร้อยส่ายศีรษะที่มีผมยาวถึงกลางหลัง “เปล่าหรอก แต่เรากลุ้มใจเรื่องฟ้าน่ะ” ฟ้าเป็นเพื่อนร่วมชมรมบาสเกตบอลของดวงตา และเป็นเพื่อนสนิทของมิ๊ม “เรื่องอะไรเหรอ? หรือว่าฟ้าเครียดเรื่องไม่ได้เป็นตัวจริง” ดวงตาลองถามดู เมื่อวานนี้เด็กสาวติดธุระเลยไม่ได้มาฝึกซ้อมหลังเลิกเรียน จึงไม่เจอฟ้า จะว่าไปวันนี้ตั้งแต่เช้า เธอก็ไม่เห็นเพื่อนร่วมชมรมคนนี้เลย แต่เนื่องจากไม่ได้สนิทกันมาก เธอจึงไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร นอกจากสงสารเพื่อนผู้หลงรักในกีฬาบาสเกตบอลแต่ฝีมือไม่เข้าขั้นจึงเป็นได้แค่ตัวสำรองคอยเก็บลูกบาสให้เรียบร้อย และยืนมองข้างสนามด้วยแววตาเศร้าสร้อยมาตลอด “เปล่าหรอก แต่ฟ้าบอกว่า” มิ๊มลดเสียงลงจนเบาราวกับกระซิบ หลังจากเหลือบมองฝ้ายผู้ซึ่งไประบายอารมณ์เรื่องดาราสาวสุดสวยได้โฆษณาครีมล้างหน้ากับเพื่อนคนอื่นต่อ “ฟ้าบอกว่า ...เธอเจอ ‘ผี’ น่ะ” ความเงียบงันเข้าคั่นกลางเด็กสาวทั้งสองคนชั่วขณะหนึ่ง “ผีเหรอ? เจอที่ไหน” ดวงตาได้สติและถามด้วยดวงตาเป็นประกาย ตามประสาของเด็กผู้หญิงวัยรุ่นที่แม้จะกลัวแต่ก็ชอบฟังเรื่องสยองขวัญมากเช่นกัน แม้ว่านั่นจะเป็นเรื่องที่เพื่อนของตนได้พบเจอมาก็ตามที ถึงจะรู้สึกผิดที่เห็นความทุกข์ของคนอื่นเป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตนเองอยากฟังเรื่องนี้มาก ต่อให้รู้สึกสงสารฟ้าก็เถอะ แต่ความอยากรู้อยากเห็นในใจมันก็เอาชนะความรู้สึกนั้นจนได้ “ที่ห้องเก็บของในโรงยิม” มิ๊มเอ่ยชื่อสถานที่ซึ่งดวงตาคุ้นเคย จะว่าไป ในห้องเก็บของมืดสลัวมากแม้จะเป็นเวลากลางวัน แถมในห้องก็ไม่มีไฟฟ้าใช้เสียด้วย หากที่นั่นจะมีผีก็คงไม่แปลก และปกติฟ้าก็คอยทำหน้าที่เก็บของหลังชมรมเลิกอยู่แล้วด้วย แม้บางครั้งจะมีคนอยากช่วยแต่เธอก็ปฏิเสธทุกครั้ง คงเพราะรู้สึกอยากทำตัวให้มีประโยชน์ต่อชมรมบ้างกระมัง ในห้องนั้นมีผีด้วยเหรอเนี่ย? เด็กสาวไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย “เจอผีหลอกยังไงเหรอ?” หล่อนถามรายละเอียดเพื่อนร่วมห้อง หลังจากนั้นมิ๊มก็เริ่มเล่าเรื่องที่ฟ้าโทรมาหาเธอตอนกลางคืนและพูดไปร้องไห้ไปว่า รู้สึกได้อย่างชัดเจนถึงตัวตนของหญิงสาวที่ผูกคอตายว่าไม่ใช่มนุษย์ แม้ว่าอาจจะสามารถมองได้ในมุมกลับว่า คนที่ปิดประตูขังฟ้าเป็นคนร้ายที่เพิ่งฆาตกรรมหญิงสาวชุดดำไปก็ตามที แต่เด็กสาวก็ยืนกรานว่าตนได้ขอให้ยามขึ้นไปดูบนโรงยิมแล้ว แต่ก็ไม่พบศพของหญิงสาวแต่อย่างใด “หรือว่ายามจะเป็นคนร้าย” กอล์ฟเอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งฟังมานาน เขาขยับแว่นและจ้องมาที่สองสาว “จะมองแบบนั้นมันก็ได้อยู่” มิ๊มมีสีหน้าลังเลใจ “แต่ว่า ฟ้ายืนยันว่าที่เธอเห็นต้องเป็นผีแน่ๆ” “ไม่มีทางหรอกน่า” คราวนี้คนที่เอ่ยปากพูดคือหมิว เด็กสาวผมยาวตาโตหน้าตาน่ารักเหมือนแมวแม้จะใส่แว่นก็ตาม “ผีไม่มีจริงหรอก เป็นแค่ภาพหลอนที่เกิดจากอาการผิดปกติของ Frontal Lobe หรือสมองส่วนหน้า โดยเฉพาะบริเวณหว่างคิ้ว ที่ส่งผลต่อจักษุประสาท รวมไปถึงการผิดปกติบริเวณสมองตรงฮิปโปแคมปัสซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบลิมบิกเกี่ยวกับการจัดระบบความทรงจำ ซึ่งคนที่สมองบริเวณนี้ผิดปกติจะมองเห็นภาพหลอนได้ด้วย ก็คือพวกผีน่ะแหละ” คำพูดวิชาการราวกับคัดลอกมาจากสารานุกรมจนไม่น่าจะเป็นภาษาพูดของวัยรุ่นไปได้พรั่งพรูออกมาจากปากของเด็กสาว เล่นเอาคนฟังทุกคนแทบลมใส่ ...อะไรนะ ขอฟังอีกรอบหน่อย ตามไม่ทัน ไม่เข้าใจ งง... สมองส่วนหน้าอะไรกันหว่า? ...ไหนจะไอ้ระบบลิมบิกอีก แม้จะฟังดูคุ้นๆเพราะเคยเรียนวิชาชีววิทยามาก่อนแต่ตอนนี้เธอก็คืนความรู้ให้อาจารย์ไปหมดแล้ว จึงไม่มีใครเข้าใจเรื่องที่อีกฝ่ายพูดเลย ยกเว้นกอล์ฟที่พยักหน้าพลางขยับขนแว่นเล็กน้อยเป็นเชิงสนใจ “อื้ม จะว่าไปก็เคยมีการทดลองเกี่ยวกับสมองแบบนี้เหมือนกัน มีทฤษฎีว่าหากเรากระตุ้นสมองส่วนที่เป็นฮิปโปแคมปัสโดยตรง อาจทำให้เราเห็นภาพหลอนหรือผีได้ เพราะภาพหลอนพวกนั้นเกิดจากสมองคนเราดึงความทรงจำจากเรื่องที่เคยได้ยิน หรือสิ่งที่ฟัง เคยเห็น เคยอ่าน มาสร้างเป็นภาพหลอกตัวเอง แม้ว่ากระบวนการดังกล่าวจะไม่ได้รับการพิสูจน์ชัดเจนก็ตาม” เด็กหนุ่มพูดสำทับ ราวกับจะโอ้อวดความรู้ของตนเพื่อเอาชนะหมิว ดวงตาฟังแล้วเริ่มรู้สึกปวดตับ ...ขอร้องละ ...พวกเธอสองคนได้โปรดพูดภาษามนุษย์ให้มันเข้าใจง่ายๆหน่อยได้มั้ย ไม่เห็นต้องยกศัพท์เข้าใจยากพวกนั้นขึ้นมาเลย หากนักวิทยาศาสตร์ที่พวกเธอพูดกันมาผ่าวิจัยสมองของเธอตอนนี้ แทนที่จะได้พบกับระบบลิมบิกบ้าบออะไรนั่น พวกเขาคงเจอขี้เลื่อยในหัวเธอก่อนเป็นแน่ แถมมันคงมีปริมาณมากพอจะขนไปถมมหาสมุทรแปซิฟิกได้เลยแหละ ไหนจะไอ้ชื่อฮิปโปแคมปัสอีก ไม่เคยรู้จักเลยสักนิด ถ้าเป็นฮิปโปโปเตมัสก็ว่าไปอย่าง อันนี้รู้จักดีเลย เจ้าสัตว์ร่างใหญ่ที่วันๆเอาแต่นอนแช่โคลนอยู่ในสวนสัตว์เท่านั้นแหละที่เธอพอนึกภาพออก ดังนั้นอย่ายกเรื่องวิชาการบ้าบอนั่นขึ้นมาเลย ขืนฟังมากๆวิญญาณคงได้ออกจากร่างกันพอดี สงสารคนธรรมดาที่สอบตกวิชาชีววิทยามาตลอดทีเถอะ กอล์ฟกับหมิวยังคงจ้องหน้ากันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เด็กหนุ่มสาวสองคนนี้จริงๆแล้วเป็นพี่ชายน้องสาวที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่เพราะฝ่ายชายเกิดก่อนห้าเดือนจึงมีศักดิ์เป็นพี่ อย่างไรก็ตาม คนที่เป็นน้องกลับไม่ค่อยอยากทำท่าเคารพพี่เท่าไหร่ นับว่าเป็นพี่น้องที่เอาแต่กัดดันทุกวัน จนคนทั้งห้องแทบจะจัดเวทีมวยให้แล้ว ถึงฝ่ายหญิงดูท่าว่าจะชนะแน่ๆก็เถอะ เพราะคนพี่นั้นร่วงผอมบางและผิวขาวเหลือเกิน แม้จะไม่ผอมมากจนน่าเกลียดแต่ก็ดูไร้เรี่ยวแรงอยู่ดี เป็นได้แค่เด็กเนิร์ดบ้าวิชาการคนหนึ่งเท่านั้น แต่อาจเป็นเพราะทั้งคู่เป็นลูกของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังผู้ล่วงลับไปแล้วกระมัง ถึงได้มีความรู้มากขนาดนั้น ดวงตาเสยผมยาวประบ่าที่ปรกลงมาตรงหน้าผาก ก่อนจะหันมองนอกหน้าต่างเพื่อใช้ความคิด เพราะกลัวเรื่องที่เกิดขึ้น ฟ้าจึงไม่กล้ามาโรงเรียน ป่านนี้เด็กสาวก็คงกำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นอยู่ในห้องของตัวเองแน่ๆ ไม่ว่าที่เธอเห็นจะเป็นศพคนจริงๆที่ถุกฆาตกรรม หรือว่าเป็นวิญยาณร้ายที่สิงสู่ในห้องนั้น หรือแม้แต่เป็นแค่ภาพหลอนอย่างที่กอล์ฟกับหมิว สองพี่น้องผู้คลั่งไคล้วิทยาศาสตร์ได้อธิบายไว้ แต่มันก็คงเป็นภาพที่น่ากลัวมากเลยทีเดียว ก็แหงล่ะ... นั่นมันภาพคนผูกคอตายเชียวนะ ไม่ใช่ภาพคนเต้นบัลเลต์หรือแต่งคอสเพลย์ที่ดูเพลินขนาดนั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เจริญหูเจริญตาเลยแม้แต่น้อย ถ้าเลี่ยงได้ก็ขออย่าให้เจอะเจอกับภาพแบบนั้นเลย น่าแปลกที่คนเราชอบฟังเรื่องผี ชอบดูคลิปหรือรูปถ่ายผี ชอบเดินในโรงเรียนตอนกลางคืนเพื่อสำรวจความกล้า แต่กลับไม่อยากเจอผีจริงๆ แล้วก็มาทำฟอร์มยักไหล่แล้วบอกว่า ว้า... ไม่เห็นมีอะไร น่าเบื่อว่ะ... แต่พอคุณวิญญาณผู้ทรงเกียรติ์เหล่านั้นปรากฏตัว พวกผู้กล้าก็รีบย้ายก้นเผ่นหนีแทบไม่ทัน อย่างไรก็ตาม เย็นวันนี้เธอจะต้องไปซ้อมเพื่อเตรียมแข่งขันวอลเลย์บอลชิงชนะเลิศระดับเขตที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆนี้ ในขณะที่เด็กสาวกำลังใช้ความคิดอย่างลืมตัว กอล์ฟและหมิวก็มองหน้ากัน ราวกับทั้งคู่กำลังคิดอะไรบางอย่างเหมือนๆกัน แต่ว่าไม่ได้พูดออกมาให้คนอื่นได้ยิน ก่อนจะแกล้งเหลือบมองไปทางอื่น ในโรงยิมยามเช้ายังคงไม่มีใครมาเยือน แต่บานประตูห้องเก็บของกลับเปิดแง้มทิ้งไว้ ...และมีเงาของบางสิ่งจ้องมองออกมา
edit @ 8 Jun 2010 10:07:41 by complicated
Tags: ตลก, สยองขวัญ0 Comments